วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สลายนิ่วด้วยคลื่น SHOCK WAVE

การเกิดนิ่วที่ไต ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวกท้องน้อย และเอว, มีเลือดปะปนมากับน้ำปัสสาวะ, ปัสสาวะขัด ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการตรวจร่างกายจากทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง โดยการจรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ และอัลตร้าซาวด์ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการสลายนิ่ว โดยการพิจารณาจากขนาดก้อนนิ่ว หากก้อนนิ่วมีขนาดไม่เกิด 2 เซ็นติเมตร สามารถสลายนิ่ว ด้วยคลื่น SHOCK WAVE ได้ เป็นนวัตรกรรมทางการแพทย์ที่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวมากนัก, ไม่มีร่องรอยแผลเป็น, ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยหลังจากผ่านการสลายนิ่วแล้วผู้ป่วยสามารถกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้ 

โดยคลื่น SHOCK WAVE จะไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือส่งผลข้างเคียงต่ออวัยวะภายในร่างกายแต่อย่างใด 

การป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วซ้ำ
  • ดื่มน้ำในปริมาณมาก ประมาณ 2 ลิตร ต่อวัน 
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ จำพวกผัก ผลไม้ ไขมันจากพืชและไขมันจากปลา โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลเซียมสูง
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานไขมันสัตว์ อาหารที่มีกรดยูริกสูง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ผ่อนคลายความเครียด และส่วนต่างๆของร่างกาย

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคนิ่วที่เป็นปัญหากับสุขภาพ

ผู้ที่ผ่านการตรวจพบว่าเป็นโรคนิ่วในไตควรดูแลตัวเองทั้งร่างกาย และจิตใจพร้อมทั้งปฏิบัติตนไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคซ้ำ เช่น
  • ดื่มน้ำในปริมาณมาก อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • ไม่กลั่นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ หรือบ่อยครั้ง
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบถ้วนทั้งห้าหมู่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10-20 นาที
  • ไม่ควรเคร่งเครียดต่อการดำเนินชีวิตมากเกิดไปเพราะการเครียดจะทำให้เกิดโรคต่างๆได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นการบั่นทอนจิตใจอีกด้วย
  • ดื่มน้ำมะนาว เพื่อเข้าไปยับยั่งการก่อนิ่วในไต
  • ไม่ควรรับสารอาหารประเภทวิตามินซีมากกกว่า 500 มิลลิกรัมต่อวัน
  • หากต้องทำกิจกรรมที่ต้องสูญเสียเหงื่อมากๆ ควรชดเชยน้ำที่สูญเสียไป
  • ท่านที่สงสัยว่ามีอาการเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในไตควรรีบเข้ารับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที เพื่อที่จะได้หาแนวทางในการรักษาได้ทันท่วงที ทั้งนี้ท่านที่ เป็นโรคนิ่วในไต เมื่อผ่านการรักษาแล้วควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตามที่แพทย์นัดทุกครั้งเพราะโอกาสที่จะกลับมาเป็นนิ่วใหม่มีได้ตลอดเวลา   

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การเติมแต่งความงามให้กับสุขภาพ

การดูแลรักษาร่างกายให้ดูดี ได้ทั้งภายนอกและภายใน คุณควรรับรู้ได้ถึงกระบวนการดำเนินชีวิตให้ถูกวิธี เช่น
  • การพักผ่อน นอนหลับ ไม่ควรนอนดึก นอนหลับอย่างน้อยประมาณ 8 ชั่วโมงต่อวัน 
  • การรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณเพียงพอต่อร่างกาย หรือต้องดูด้วยว่าร่างกายของเราต้องการมากหรือน้อยเป็นพิเศษ เช่น หากวันไหนคุณออกกำลังกาย หรือมีกิจกรรทต่างๆที่ต้องสูญเสียเหงื่อมากๆควรรับประทานอาหารที่มีเกลือแร่เข้าไปทดแทน หรือสำหรับท่านที่ต้องอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ทีมีอุณหภูมิต่ำจำเป็นอย่างมากี่ต้องได้รับอาหารประเภทไขมันเพื่อให้ความอบอุ่นในร่างกาย และต้านทานโรคภัยต่างๆ แต่ใช่ว่าจะกินแบบไม่คิดหรือตริตรองก่อนเพราะอาจทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาได้ในภายหลัง เป็นต้น
  • ที่พักอาศัย ควรเลือกให้อยู่ในทำเลที่เหมาะกับการพักผ่อนจริงๆ ไม่ควรตั้งอยู่ใกล้ที่อโคจรต่างๆ หรืออยู่ใกล้กับโรงงานอุตสาหกรรม เพราะไม่เพียงแต่เป็นการรบกวนด้วยเสียงหรือกลิ่นเท่านั้น แต่อาจทำให้สาธารณูประโภคเป็นมลภาวะ ทำให้ร่างกายเกิดโรคภัยขึ้นได้
  • การตรวจสุขภาพร่างกายประจำปี เป็นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม เพราะจะเป็นส่วนช่วยเสริมสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สุขภาพร่างกายต้องเจ็บไข้ได้ป่วย หรือหากท่านที่เป็นโรคต่างๆ ก็สามารถดูแลรักษา เยียวยาได้ทันท่วงที
  • ผ่อนคลายกร้ามเนื้อ และจิตใจให้ดี โดยสามารถทำได้โดยการเดินทางออกไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ป่าเขา ลำเนาไพรต่างๆ 
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  • การรับประทานอาหารเสริมที่สกัดจากธรรมชาติ

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

สารที่ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนัง

การที่ต้องใช้มือไปสัมผัสกับสารที่มีฤทธิ์ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังเป็นเวลานานๆ จะทำให้มีอาการที่รุนแรงมากขึ้น ดัง นั้นคุณควรหลีกเลี่ยงสารที่เป็นอันตรายและทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสเพื่อกำจัดหรือลดปริมาณความเข้มข้นของเชื้อโรค และ การสวมถุงมือยางก่อนสัมผัสวัตถุต่างๆ ที่อาจมีเชื้อโรคอยู่ สารที่เป็นอันตราย มีดังนี้ 

  • น้ำส้มสายชู ที่มีฤทธิ์เป็น กรด 
  • ด่าง ในน้ำยาทำความสะอาดพื้นห้อง ห้องน้ำ สารส้ม 
  • น้ำยาล้างจาน น้ำยาฟอกขาว ผงซักฟอก สบู่ หรือสารทำความสะอาด รวมทั้งสารทำความสะอาดเครื่องนุ่งห่มจำพวกสูตร ไฮโดรเจนสูตรออกซี่ ซึ่งควรสวมถุงมือยางก่อนสัมผัสเพื่อป้องกันไม่ให้มือโดนสารโดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้ 
  • สารเคมีพวกผสมสูตรน้ำมัน เบนซิน ฟอร์มาลิน ยาแดง ด่างทับทิม 
  • สารจากพืชธรรมชาติ เช่น ยางมะละกอ ยางมะม่วง สับปะรด กระเทียม แตงกวา ส้ม มะนาว หากคุณสัมผัสเป็นเวลานานๆ โดยไม่สวมถุงมือยางจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้ 
  • สารจากสัตว์ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ น้ำย่อย ขนสัตว์ 
  • ความร้อน แสงแดด ไอน้ำ ความชื้นสูงๆ 
  • ความเย็น น้ำแข็งแห้ง อากาศเย็นที่จะดึงความชุ่มชื้นออกจากผิวคุณก็สามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังได้เช่นกัน

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

มารู้จักกลูต้าไธโอนกันดีกว่า

สารที่ร่างกายเราสังเคราะห์หรือสร้างขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับดักจับสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นสารพิษหรือเชื้อโรคบางชนิด คือ กลูต้าไธโอน เป็นกลุ่มของเปปปไทด์ ซึ่งภายในร่างกายของมนุษย์เราจะมีอยู่ทุกเซลล์ของร่างกาย แต่จะพบมาที่สุดในส่วนของหัวใจ ตับและหล้ามเนื้อ ซึ่งในร่างกายของผู้ที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอร์ กาแฟ ภาวะเครียด หรือรับประทานยาบางชนิดจะส่งผลให้กลูต้าภายในร่างกายหมดหรือลง อาจลดลงได้ถึง 50% จึงอาจเป็นต้นกำเนิดให้เกิดโรคต่างๆขึ้นได้

กลูต้าไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กันและล้างสารพิษที่เข้าไปในระบบของร่างกาย, ป้องกันและดักจับสิ่งแปลกปลอมหรืออนุมูลอิสระที่สามารถทำลาย DNA และ RNA โดยทางการแพทย์ใช้กลูต้าแบบฉีดฉีดเข้าทางเส้นเลือดและกร้ามเนื้อเพื่อบำบัดรักษาโรคร้ายต่างๆ ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่นมะเร็ง เอดส์ เป็นต้น โดยผลจากการรักษาส่งผลให้สภาพสีผิวจางลงจึงได้นำเอากลูต้าแบบฉีดมาใช้เพื่อเร่งหรือเพิ่มความขาวเรียบเนียน กระจ่างใสขึ้นไดเพียงเข็มเดียว้เท่านั้น

ซึ่งกลูต้าไธโอนที่นำมาใช้สำหรับการดูแลผิวได้แก่
  • กลูต้าไธโอนชนิดรับประทาน ซึ่งอาจอยู่ในรูปแคปซูลหรืออาการเสริมต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันนี้ถูกผสมเข้ากับเครื่องดื่มอยู่หลกยหลายผลิตภัณฑ์
  • ส่วนผสมของผลิตภัณฑ์เสริมความงาม เช่น โลชั่นทาผิว, ครีมอาน้ำ, แป้ง ฯลฯ
  • กลูต้าแบบฉีด ด้วยขั้นตอนการฉีดที่สามารถทำได้ทั้งการฉีดเข้าเส้นเลือด และกร้ามเนื้อ  แต่จะเป็นต้องใช้แพทย์หรือผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญสำหรับการฉีดเท่านั้น เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดขึ้นได้
แต่ถึงอย่างไรก็ดี สำหรับท่านที่ต้องการความกระจ่าง ขาว เนียนใสให้กับร่างกายอย่างถาวารไม่ความเลือกใช้วิธีการนี้ เนื่องจากการใช้กลูต้าแบบฉีดนั้นจะส่งผลต่าเนื่องให้กับร่างกายได้เพียงไม่กี่เดือน วึ่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพสีผิวของแต่ละคนนั้นด้วย จากนั้นสีผลิจะกลับมาเป็นสภาพเดิม จึงจำเป็นต้องทำการฉีดซ้ำเพื่อให้ผิวขาว กระจ่างได้อย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2556

สาเหตุกระเพาะปัสสาวะอักเสบและอาการที่ควรเฝ้าระวัง

โรคที่ผู้หญิงมักเป็นกันบ่อยและมากที่สุดคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะที่สั้นกว่าผู้ชาย ซึ่งอยู่ใกล้กับทวารหนักที่มีเชื้อโรคอยู่เป็นจำนวนมากจึงทำให้ท่อปัสสาวะของผู้หญิงติดเชื้อโรคได้ง่ายกว่า ซึ่งเมื่อรักษาแล้วโอกาสที่จะเป็นซ้ำก็มีอยู่สูง และไม่เพียงแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้ หากแต่ยังสามารถเกิดได้กับทุกเพศและทุกวัยอักด้วย โดยเฉพาะผู้ที่กำลังตั้งครรภ์, ผู้ที่ชอบกลั้นปัสสาวะนานๆ หรือการเข้าใช้ห้องน้ำที่ผิดสุขลักษณะ

อาการของผู้ที่ป่วยเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ควรรีบเข้ารับการวินิจฉัยจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจะทำให้เชื้อโรคลุกลามไปถึงไต จนเป็นสาเหตุทำให้กรวยไตอักเสบ นิ่วในกรเพาะปัสสาวะ และไตวายเรื้อรังได้
  • ปวดท้องน้อย
  • ปัสสาวะออกครั้งละน้อยแต่ปวดบ่อย
  • ปัสสาวะขัดหรือปวดแสบขณะทำกิจธุระ
  • มีกลิ่นเหม็น 
  •  มีปัสสาวะสีขุ่น บางรายอาจมีเลือดปะออกมาด้วย

สาเหตุของการเกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบคือ
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มแกรมลบซึ่งบริเวณทวารหนักมีอยู่มาก เข้าทาท่อปัสสาวะ
  • การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานานๆ เนื่องจากเชื้อโรคหรือแบคทีเรียจะสามารถฟักตัวหรือแพร่พันธ์ได้ง่าย
  • ผู้ที่ตั้งครรภ์ มักพบบ่อยเมื่ออายุครรภ์ประมาณ 2-3 เดือน
  • การมีเพศสัมพันธ์  โดยทางการแพทย์จะเรียนว่า "กระเพาะปัสสาวะอักเสบจากฮันนึมูน"
  • ฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ